oneteppes

User blog

การบริโภคอาหารที่อุดมไปด้วยเส้นใยไม่เพียงแต่จะป้องกันโรคเบาหวานและโรคหัวใจได้แล้ว แต่ยังช่วยไม่ให้เป็นโรคปอดได้อีกด้วย

งานวิจัยหนึ่งในวารสารวิชาการ Annals of the American Thoracic Society เผยข้อมูลการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้มาจากการสำรวจสุขภาพและโภชนาการแห่งชาติ และพบว่า Princess Crown ในกลุ่มผู้ใหญ่ที่อยู่ในกลุ่มที่บริโภคอาหารที่มีเส้นใยเข้าไปมาก ๆ นั้น 68.3 เปอร์เซ็นต์มีปอดที่ทำงานปกติ ขณะที่กลุ่มที่บริโภคน้อยมีเพียงแค่ 50.1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ปอดยังทำงานปกติอยู่

นอกจากนี้ กลุ่มที่บริโภคอาหารที่มีเส้นใยมาก ๆ นั้น 14.8 เปอร์เซ็นต์มีระบบทางเดินหายใจที่มีปัญหา ในขณะที่กลุ่มที่บริโภคน้อยมีถึง 29.8 เปอร์เซ็นต์ที่มีปัญหาที่ระบบทางเดินหายใจ

การทดสอบที่สำคัญในการศึกษาครั้งนี้คือ การทดสอบปอด โดยกลุ่มที่บริโภคเส้นใยมากจะทำการทดสอบปอดได้ดีกว่ากลุ่มที่บริโภคเส้นใยน้อยอย่างมีนัยสำคัญ และยังมีปริมาตรปอดที่สูงกว่า เห็นได้จากการสูบกักลมได้มากกว่ากลุ่มที่ไม่ค่อยบริโภคเส้นใย

“ปัญหาโรคปอดนั้นเป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญ ดังนั้น การหาปัจจัยความเสี่ยงเพื่อหาทางป้องกันจึงเป็นเรื่องสำคัญ อย่างไรก็ตาม เรายังไม่ค่อยมีกลยุทธ์ในการป้องกันโรคทางปอดเท่าไร เราพบว่า การบริโภคอาหารที่มีเส้นใยมากเป็นวิธีที่ทำได้ง่ายและมีประสิทธิภาพ และยังมีผลไปลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคปอดได้ด้วย” รศ.ดร.คอร์รีน แฮนสัน นักวิจัยที่ภาควิชาโภชนาการการแพทย์ มหาวิทยาลัยเนเบสกา สหรัฐอเมริกาเผย

นักวิจัยได้ทำการวิเคราะห์ดูข้อมูลจากกลุ่มผู้ใหญ่ 1,921 คน อายุระหว่าง 40-79 ปีที่เข้าร่วมทำการทดสอบสุขภาพแห่งชาติในปี 2009 – 2010

ส่วนปริมาณเส้นใยที่บริโภคในการศึกษาครั้งนี้ คำนวณจากปริมาณของผลไม้ ผัก พืชมีฝัก และธัญพืชที่ผู้เข้าร่วมการทดลองรับประทานเข้าไป คนที่บริโภคเข้าไปมากถือว่าบริโภคเข้าไป 17.5 กรัมต่อวันซึ่งจัดว่าเป็นกลุ่มใหญ่ 571 คน ส่วนคนที่บริโภคเข้าไปน้อยจะบริโภคแค่ 10.75 กรัมต่อวันซึ่งจัดว่าเป็นกลุ่มเล็ก มีอยู่ 360 คน

นักวิจัยได้ตัดเอาปัจจัยผลกระทบด้านเชื้อชาติและสุขภาพ เช่น การสูบบุหรี่ น้ำหนัก และสภาพสังคมออกไปแล้ว และพบว่า การบริโภคเส้นใยและสุขภาพของปอดนั้นมีความสัมพันธ์กัน

ก่อนหน้านี้เคยมีการพบว่า การบริโภคเส้นใยนั้นช่วยลดการติดเชื้อในร่างกายได้ และการติดเชื้อนั้นก็เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ปอดทำงานไม่ปกติ และยังมีการพบว่า เส้นใยสามารถเปลี่ยนจุลินทรีย์ในลำไส้ได้ ทำให้การติดเชื้อลดลง มีการปล่อยสารเคมีที่ช่วยปกป้องปอดได้ด้วย

ดร.แฮนสัน ยังเชื่อว่า ในอนาคตนโยบายสาธารณสุขอาจจะรณรงค์ให้คนหันมาบริโภคเส้นใยเพื่อป้องกันโรคทางปอดก็เป็นได้ ซึ่งก็ถือว่าเป็นวิธีที่ปลอดภัยและไม่แพง

คนไทยจำนวนมากยังมองว่า “ผู้ป่วยจิตเวช” เป็นอันตรายต่อสังคม Princess Club ยิ่งมีการนำเสนอข่าวผู้ป่วยจิตเวชก่อความรุนแรงก็ยิ่งหวาดกลัว กลายเป็นการตีตราผู้ป่วยจิตเวช ทำให้บุคคลเหล่านี้ไม่กล้าใช้ชีวิตในสังคม และไม่กล้าเข้ามารับการรักษา ทั้งที่จริงแล้ว ผู้ป่วยจิตเวช เมื่อรับประทานยาเป็นประจำก็สามารถใช้ชีวิตตามปกติได้ในสังคม

ชุมชนช่วยบำบัด “ผู้ป่วยจิตเวช” thaihealth

และเมื่อยิ่งได้รับโอกาสจากสังคม ทำให้กล้าออกมาใช้ชีวิตนอกบ้านมากยิ่งขึ้น ก็จะยิ่งช่วยให้พวกเขามีชีวิตเป็นปกติมากขึ้น ลดโอกาสที่จะมีอาการกำเริบได้อย่างมาก เรียกได้ว่า “ชุมชน” มีส่วนอย่างมากในการช่วยดูแลและบำบัดให้ “ผู้ป่วยจิตเวช” สามารถใช้ชีวิตอย่างปกติได้ในสังคม

ชุมชนช่วยบำบัด “ผู้ป่วยจิตเวช”

น.ต.นพ.บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า การดูแลผู้ป่วยสุขภาพจิตโดยชุมชนมีส่วนสำคัญอย่างมาก คือ ถ้าคนในชุมชนเข้าใจและยอมรับการเจ็บไข้ได้ป่วยทางด้านสุขภาพใจ ที่เราเห็นแปลกๆ และไม่เหมือนคนอื่น คือการเจ็บไข้ได้ป่วย เป็นโรค ตรงนี้ก็จะทำให้คนในชุมชนได้ตระหนัก ไม่วิ่งหนี ไม่ดูถูก ไม่ว่าเขา ตรงนี้จะเป็นส่วนสำคัญที่สุด ถ้าเข้าใจตรงนี้ก็จะนำคนเหล่านี้มารักษา ขณะเดียวกันคนผ่านการดูแลรักษาเมื่อกลับมาสู่ชุมขน ชุมชนเข้าใจเขาก็จะไม่รังเกียจ ไม่กลายเป็นตราบาป มีที่ยืนในสังคม ให้โอกาสเขา เขาก็สามารถดำรงชีวิตอย่างมีคุณค่าได้นั่นเอง

ตัวอย่างของพื้นที่ที่ “ชุมชน” ให้โอกาส “ผู้ป่วยสุขภาพจิต” หรือ “ผู้ป่วยจิตเวช” ได้มีพื้นที่ยืนในสังคม และสามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันได้เป็นปกติคือ พื้นที่ตำบลแม่ปูคา อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่

โดย นางจิดาภา อิ่นแก้ว อายุ 49 ปี อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ดีเด่นด้านสุขภาพจิตชุมชนระดับประเทศ ต.แม่ปูคา อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ เล่าว่า ตนไม่ใช่คนในพื้นที่ แต่มาอยู่พื้นที่นี้เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ก็พบว่า Genting Crown สมัยก่อนคนในชุมชนยังมีความรังเกียจผู้ป่วยจิตเวชอยู่ โดยมองว่าเป็นผีบ้า เกิดความรู้สึกกลัว โดยเฉพาะกลัวที่จะถูกทำร้าย ส่วนผู้ป่วยก็จะถูกญาติๆ ขังไว้ในบ้าน เพราะคนภายนอกรังเกียจ ตนจึงเริ่มดำเนินการลดการตีตรา เพื่อให้คนปกติและผู้ป่วยสามารถอยู่ร่วมกันได้ โดยดำเนินการผ่านการตั้งชมรมอุ่นใจขึ้นเมื่อปี 2553

การทำให้คนปกติและผู้ป่วยยอมรับกันและกัน และสามารถใช้ชีวิตร่วมกันได้นั้น นางจิดาภา อธิบายว่า ก่อนอื่นต้องพยายามดึงผู้ป่วยจิตเวชออกมาสู่โลกภายนอกให้ได้ก่อน และสร้างการยอมรับซึ่งกันและกันระหว่างคนภายในชุมชน ซึ่งก็ต้องค่อยๆ ดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเฉพาะการดึงผู้ป่วยจิตเวชให้กล้าออกมาสู่สังคมภายนอกค่อนข้างเป็นเรื่องยาก แต่ก็อาศัยการลงพื้นที่เยี่ยมบ้าน ชักชวนให้ออกมาโลกภายนอก โดยพยายามทำให้ผู้ป่วยเพิ่มคุณค่าให้กับตัวเอง เช่น ถึงป่วยก็สามารถมีชีวิตอยู่ได้ ฝึกการดูแลตัวเอง เพราะหากเมื่อไม่มีญาติคอยดูแลแล้วจะได้ดูแลตัวเองได้ การพาไปดูงานดูการฝึกอาชีพของผู้พิการ ว่า เขาก็มีความลำบากไม่ต่างกัน แต่เขาก็ฮึดสู้ที่จะใช้ชีวิต ก็ทำให้เกิดแรงบันดาลใจ เห็นคุณค่าในชีวิตของตัวเอง ก็เป็นการเปิดประตูให้เขาออกมาสู่โลกภายนอก

“ขณะเดียวกันก็มีการสร้างความเข้าใจร่วมกันกับคนในชุมชนด้วย โดยมีการจัดเวทีคืนข้อมูลสู่ชุมชน ให้คนในชุมชนเห็นว่า การป่วยเป็นโรคทางจิตเวชไม่ใช่เกิดจากผีบ้า แต่เป็นโรคทางใจอย่างหนึ่ง ซึ่งสามารถรักษาได้ การกินยาอย่างต่อเนื่องก็ช่วยให้มีอาการเหมือนคนปกติ ก็เหมือนกับผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิต เป็นต้น ที่ต้องมีการกินยาควบคุมอาการอย่างต่อเนื่อง ก็สามารถใช้ชีวิตได้ปกติเช่นกัน” นางจิดาภา กล่าว

นางจิดาภา กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังมีการจัดเวทีให้ผู้ป่วยและญาติได้ออกมาจับเข่าคุยกับคนในชุมชน และแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกัน ำพร้อมด้วยนักจิตวิทยา นักวิชาการเข้ามาร่วมคุยให้ข้อมูล เช่น ผู้ป่วยและญาติรู้สึกยังไงต่อคนในชุมชน อยากให้เขาเข้าใจเราอย่างไร และคนในชุมชนก็สะท้อนความเห็นว่าอยากให้ผู้ป่วยและญาติปรับตัวอย่างไร ทำอย่างไรถึงจะอยู่ร่วมกันได้ ซึ่งทุกอย่างทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป ในที่สุดก็สามารถเปลี่ยนความคิดของคนในชุมชนได้ ทุกวันนี้ไม่มีการตีตราผู้ป่วยเลย ผู้ป่วยก็สามารถออกมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ ไม่เก็บตัวในบ้าน สามารถดูแลตนเองได้ และบางส่วนก็ได้รับการจ้างงาน ซึ่งผู้ป่วย 25 คน มีบริษัทมาจ้างไปทำงานแล้วถึง 4 คน ซึ่งก่อนที่จะได้รับการจ้างงานก็จะได้รับการประเมินก่อนว่าสามารถควบคุมอาการ ดูแลตัวเอง และสามารถทำงานได้จริง

ยกตัวอย่าง “น้าเอ” ผู้ป่วยจิตเวชหญิง อายุ 52 ปี ต.แม่ปูภา เดิมเป็นครูสอนอนุบาล แต่ต่อมาเกิดอาการหูแว่วประสาทหลอน บอกว่าได้ยินและเห็นแต่คนตาย คนในหมู่บ้านก็บอกให้ไปเข้าทรงสุดท้ายก็สติหลุดไปเลย แต่เมื่อเข้าสู่การบำบัด กิยาต่อเนื่องมา 5 ปีอาการก็ดีขึ้น เมื่อได้รับการประเมินว่าสามารถทำงานได้ ก็ได้รับโอกาสจากบริษัทรับจ้างเอกชน โดยส่งไปทำงานใน รพ.สต.บ้านป่าสักน้อย ในพื้นที่ใกล้เคียง โดยช่วยทำหน้าที่กวาดพื้น ติดฉลากซองยาใน รพ.สต. ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งของผู้ป่วยจิตเวชที่เมื่อดูแลรักษากินยาต่อเนื่องจนเป็นปกติ ก็ได้รับโอกาสในการทำงาน เลี้ยงดูตัวเองได้ และคนในสังคมยอมรับ

เช่นเดียวกับ “นายบี” ผู้ป่วยจิตเภท อายุ 46 ปี ซึ่งปัจจุบันก็สามารถออกมาทำงาน ดูแลตัวเองได้ โดยทำงานขายสลากกินแบ่งรัฐบาลอยู่ที่หน้ากาดสันกำแพง

นายบี เล่าว่า ตนป่วยตั้งแต่อายุ 14 ปี ก็รู้สึกว่าตัวเองป่วย หงุดหงิดขี้โมโห ไม่อยากทำอะไร แต่ก็รักษามาตลอดจนอายุ 46 ปี ซึ่งก่อนหน้านี้ก็จะอาศัยอยู่แต่ภายในบ้าน ไม่ออกไปไหน ยิ่งตอนช่วงคุณแม่เสียยิ่งไม่อยากออกไปทำอะไรเลย แต่เมื่อได้รับการชักชวนให้ออกมาสู่โลกภายนอก ก็ต้องขอบคุณเพราะตอนนี้เหมือนกลายเป็นคนใหม่ไปเลย ทำให้เรารู้สึกอยากคุย อยากมีเพื่อน อารมณ์ก็เย็นลง อย่างตอนนี้ก็มีเพื่อนจำนวนมากที่ให้การยอมรับเรา

“เมื่อชุมชนมีการให้โอกาส เราก็กล้าที่จะออกมาใช้ชีวิตอยู่ในสังคมมากขึ้น อย่างตอนนี้ผมก็ได้รับการจ้างงานเป็นคนทำความสะอาดที่บริษัทแห่งหนึ่ง ก็จะไปทำงานช่วงเช้า หลังกลับจากทำงานก็ไปช่วยพี่สาวขายล็อตเตอรีที่กาดเมืองสันกำแพง” นายบี กล่าว

ขณะที่ป้าจันทร์เพ็ญ พี่สาวของนายบี ระบุว่า เชื่อว่าไม่มีใครอยากเกิดมาแล้วป่วย ตอนแรกที่เห็นน้องป่วยก็เสียใจมาก แต่เมื่อป่วยแล้วก็ต้องดูแลกันไปตลอดชีวิต ซึ่งการดูแลยอมรับว่าเหนื่อยแต่ก็ทิ้งกันไม่ได้ ก็พยายามเข้าใจกันดูแลกัน โดยเฉพาะเรื่องการกินยา ต้องกินให้ต่อเนื่องอย่าให้ขาด ซึ่งบางทีเขาก็จะมีอารมณ์พุ่งขึ้นบ้าง เอะอะโวยวาย แต่ไม่เคยทำร้ายใคร เมื่อมีความร่วมมือของคนในชุมนมากขึ้น ในการให้โอกาส พอน้องด้ออกมาอยู่ในสังคมมากขึ้น ครอบคัรวเราก็ได้รับการยอมรับ น้องก็สามารถใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างปกติ ดูแลตัวเองได้ เช้าก็ไปทำงาน ทำให้เราหายห่วงไปมาก

สองตัวอย่างนี้สะท้อนได้อย่างชัดเจนว่า เมื่อผู้ป่วยจิตเวชได้รับโอกาสจากสังคม ทำให้พวกเขามีที่ยืน รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า เขาก็สามารถดำเนินชีวิตไปได้อย่างปกติ ขอเพียงลดการตีตรา และเปิดโอกาสให้พวกเขาเท่ากับว่าพวกเราได้มีส่วนร่วมในการช่วยดูแลและบำบัดเขาให้มีชีวิตได้ตามปกติในที่สุด

สุขภาพผิว ในผู้สูงอายุ thaihealth

แฟ้มภาพ

  อีกส่วนสำคัญของร่างกาย “ผิวหนัง” เมื่อพบความผิดปกติเกิดขึ้นอย่ามองข้าม เพราะอาจลุกลามนำไปสู่ “โรค” และความรุนแรงที่ไม่คาดคิด

อายุที่เพิ่มขึ้น ระบบอวัยวะต่างๆ ของร่างกายย่อมมีความเสื่อมถอยลง เช่นเดียวกับ “ผิวหนัง” หากไม่ได้รับการดูแลนับแต่เบื้องต้นอาจเกิดปัญหาขึ้นได้ไม่น้อย โดยเฉพาะกับอาการ “ผิวแห้งคัน” ที่มักพบในผู้สูงอายุ

  พท.นันทวุฒิ ศิริพันธ์ แพทย์แผนไทยผู้ดูแลคลินิกโรคผิวหนังและสะเก็ดเงิน โรงพยาบาลการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ผสมผสาน(ยศเส) กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข  ให้ความรู้โรคผิวหนังและการดูแลสุขภาพผิว ป้องกันก่อนต้องเผชิญกับการเจ็บป่วยว่า อายุที่เพิ่มขึ้นนับแต่ 45 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นผลมาจากการก้าวเข้าสู่ภาวะวัยทอง มักพบปัญหาดังกล่าว ปัญหาที่เกี่ยวเนื่องกับสุขภาพผิวที่พบบ่อยจึงมีทั้งปัญหา ผิวแห้ง แตกกร้าน ผิวหนังบาง หรือมีอาการคันบริเวณผิวหนัง

ทั้งนี้ในชั้นผิวหนังประกอบไปด้วยชั้นหนังแท้ ชั้นหนังกำพร้าและเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง ซึ่งในชั้นหนังกำพร้าหรือผิวหนังชั้นบนสุด บริเวณนี้มีเซลล์บาง ๆ ที่ทำหน้าที่เสมือนเกราะป้องกันจากสิ่งเร้าภายนอก แต่ละเซลล์ก็จะมีน้ำหล่อเลี้ยงอยู่ระหว่างเซลล์ รวมไปถึงภายในเซลล์เอง เมื่อผู้สูงอายุฮอร์โมนลดน้อยลง ชั้นผิวหนังเสื่อมถอยลง น้ำในเซลล์ลดลงก็จะส่งผลต่อผิวหนัง ทำให้ผิวแห้งกร้านได้มากขึ้น  อีกทั้งในชั้นผิวหนังแท้ จะมีต่อมไขมันที่จะสร้างไขมันออกมาเคลือบผิว เวลาที่ผิวเผชิญกับสภาพอากาศที่มีความเปลี่ยนแปลง อย่างเช่น อากาศหนาวเย็น หากไม่มีไขมันเคลือบไว้ก็จะสูญเสียน้ำไปได้โดยง่าย

สำหรับ อาการคันตามผิวหนัง คุณหมอนันทวุฒิให้ความรู้อีกว่า อาการคันดูเหมือนจะเป็นเรื่องเล็ก ๆ แต่ทั้งนี้ลุกลามกลายไปเป็นเรื่องใหญ่ได้ หากไม่ได้รับการดูแล ทั้งนี้ผิวที่แห้งมาก ๆ มักจะมีอาการคันร่วมด้วย และเมื่อเกาจะเกิดการระคายเคืองเพิ่มขึ้น หากเกามากขึ้น ผิวหนังถลอกเกิดเป็นแผลเปิด มีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อโรคได้ง่าย และอาจลุกลามไปสู่โรคอื่น ๆ ที่ร้ายแรง ยิ่งผู้สูงอายุที่ไม่ได้ดูแลผิวให้มีความชุ่มชื้นแต่เบื้องต้น เมื่อผิวแห้งมาก ๆ ก็ส่งผลให้เกิดอาการคันได้ง่ายขึ้น

  “อาการคันที่เกิดขึ้นจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องหาสาเหตุที่แท้จริงว่ามีผลมาจากสาเหตุใด ทั้งนี้อาการคันหรือผิวแห้งอาจ เกิดจากโรคอื่น ๆ ร่วมด้วย อย่างเช่น ปัญหาของการทำงานของไต การทำงานของต่อมไทรอยด์ หรือเป็นโรคเบาหวาน ฯลฯ ก็มักมีอาการคันร่วมด้วย หรือแม้แต่อาการแพ้ยา  การทานอาหารบางประเภทก็อาจมีอาการแพ้ คันขึ้นมาได้เช่นกัน”

อย่างไรก็ตาม กรณีที่ผู้สูงอายุมีฮอร์โมน เปลี่ยนแปลงมักมีอาการคันไปทั่วทั้งตัว แต่หากลักษณะการคันเป็นเฉพาะที่ เฉพาะจุด คันส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกายหรือมีอาการปวดแสบร่วมด้วย ไม่ควรนิ่งนอนใจ ควรพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง โดยผู้สูงอายุหมั่นสังเกตความผิดปกติของตนเองในเบื้องต้น !

อาการคัน แม้ภาพรวมดูไม่อันตราย แต่แน่นอนว่าส่งผลกระทบต่อจิตใจไม่น้อย ทั้งทำให้ขาดความมั่นใจและส่งผลต่อบุคลิกภาพ

การป้องกัน ดูแลสุขภาพผิวก่อนลุกลามจึงควรเริ่มขึ้นก่อนที่จะถึงวัยสูงอายุ ทั้งนี้การดูแลสุขภาพดีนับแต่เนิ่น ๆ จะส่งผลที่ดีในช่วงที่มีอายุมากขึ้น  อย่าง กรณีที่มีผิวแห้งกร้าน ต้องย้อนกลับไปที่พฤติกรรมตัวเราเป็นเช่นไร เพื่อการแก้ไข ปรับเปลี่ยน อย่างเช่น การอาบน้ำ ในหนึ่งวันอาบน้ำหลายครั้ง หรือ กรณีผู้สูงอายุที่มีอาการหลงลืม อาจทำให้อาบน้ำบ่อยขึ้น ก็ส่งผลทำให้ผิวแห้งได้ง่าย การใช้สบู่ ครีมบำรุงผิว ควรเลือกใช้ให้เหมาะสมกับสภาพผิว เป็นต้น นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงการเผชิญแสงแดดจ้ามาก ๆ โดยตรง ซึ่งส่งผลต่อผิวหนังทำให้เหี่ยวย่นได้ง่าย

 การรับประทานอาหาร เป็นอีกส่วนสำคัญ โดยเฉพาะ ผัก ผลไม้ ที่มีวิตามินซี วิตามินอี ซึ่งจะช่วยปกป้องดูแลสุขภาพผิวได้เป็นอย่างดี ทั้งยังช่วยซ่อมแซมฟื้นฟูผิวหนังที่แห้งกร้านกลับมาชุ่มชื่น, ธัญพืชต่าง ๆ ก็มีส่วนสำคัญช่วยบำรุงดูแลสุขภาพผิวพรรณ นอกจากนี้ น้ำมันมะพร้าว น้ำมันงา น้ำมันมะกอก ฯลฯ ยังช่วยให้ผิวหนังชุ่มชื่นยิ่งขึ้น และที่ต้องให้ความสำคัญคือการดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย เป็นต้น

       คุณหมอนันทวุฒิ แนะนำทิ้งท้ายอีกว่า อาการผื่นคัน Genting Club ในภาพรวมอาจเป็นเรื่องเล็ก ๆ แต่ปัญหาดังกล่าวหากไม่ได้รับการดูแล เข้าถึงการรักษาที่ถูกต้อง ก็อาจลุกลามนำไปสู่โรคอื่น ๆ ได้ การดูแลสุขภาพตนเอง สังเกตความผิดปกติที่เกิดขึ้นจึงเป็นสิ่งสำคัญ ต้องไม่ละเลย.

Like this page, please share!

Want more? Join Dogsuniverse for free and be a part of our big Community where you can ask questions, discuss everything about dogs and meet other doglovers!

Register for free Why register?

Leave a Reply

What do you think? Write a comment on this page.